การฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสิทาร์ขึ้นใหม่ๆ นั้น  การค้าขายกับต่างประเทศยังมีน้อย   เนื่องจากมีปัญหาภายในและยังต้องทำสงครามรบพุ่งกับพม่า  ครั้นภายหลังที่กองทัพไทยเอาชนะพม่าได้อย่างเด็ดขาดในสงครามท่าดินแดนใน พ.ศ. 2329  แล้ว  ขวัญและกำลังใจของประชาราษฎร์ก็อยุ่ในระดับสูงยิ่ง  บรรดาหัวเมืองมลายู เช่น  ไทรบุรี  กลันตัน  ตรังกานู  ซึ่งได้กิตติศัพท์แสนยานุภาพของกองทัพไทย  ต่างพากันสวามิภักดิ์ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมา  จึงเป็นที่เชื่อถือของประเทศใกล้เคียงและเข้ามาติดต่อค้าขายด้วย  ทำให้การเศรษฐกิจของกรุงรัตนโกสินทร์แจ่มใสขึ้น  นับแต่ปี พ.ศ. 2330  เป็นต้นมา  การค้าขายทางสำเภากับจีนต  อินเดีย  ชวา  มลายู  และญวน  เป็นไปอย่างกว้างขวาง  และต่อมาก็มีชาติตะวันตกต่างๆ  เข้ามาติดต่อค้าขาย

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า  เศรษฐกิจการค้าเริ่มเจริยรุ่งเรืองขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็คือได้มีการปรับปรุงจัดทำเงินตราขึ้นใหม่ให้มีจำนวนเพีงพอที่จะใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนค้าขาย  เงินตราที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นเงินพดด้วง  เช่นเดียวกับที่เคยใช้กันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา (โลหะเงิน ทำเป็นแท่งกลมม้วนเข้าหากัน มีลักษณะเหมือนกับตัวด้วง)

รายได้ของประเทศ

                      รายได้ของประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มีแหล่งที่มา  3  ทางด้วยกัน ได้แก่

1) รายได้จากการค้าซึ่งรัฐบาลส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ     ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  การค้ากับต่างประเทศส่วนใหญ่ทำกับจีน  รองลงไปได้แก่ญี่ปุ่น  ชวา  สิงคโปร์  และอินเดีย  และเป็นการค้าโดยใช้เรือสำเภาทั้งสิ้น  มีทั้งสำเภาหลวงและสำเภาเอกชนอยู่ในความกำกับดูแลของกรมท่า (พระคลังสินค้า)  ทั้งหมด สำเภาหลวงที่ปรากฎชื่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 มี 2 ลำ ได้แก่  เรือหูสง  และ  เรืองทรงพระราชสาส์น  เป็นเรือสำเภาต่อในเมืองไทย  ใช้ไม้อย่างดี  มีลักษณะเช่นเดียวกับเรือสำเภาจีน  และว่าจ้างชาวจีนเป็นลูกเรือ

ตกถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่ 2  ปรากกมีเรือสำเภาทั้งไทยและจึนติดต่อค้าขายกันถึง  140  ลำ  สำเภาหลวงที่สำคัญ  คือ  เรือมาลาพระนคร  เรือเหราข้ามสมุทร และ เรืออรสุมพล  เป็นต้น  สินค้ารออกที่สำคัญในเวลานั้น ได้แก่ ดีบุก  งาช้าง  ไม้  น้ำตาล  พริกไทย  รังนก  กระดูกสัตว์  หนังสัตว์  กระวาน  และครั่ง  ส่วนสินค้าขาเข้าที่สำคัญ  ได้แก่  เครื่องถ้วยชามสังคโลก  ชา  ไหม  เงิน  ปืน  ดินปืน  กระดาษ  และเครื่องแก้ว  เป็นต้น   ผู้บังคับบัญชากรมท่า (พระคลังสินค้า)  ที่มีพระปรีชาสามารถมากในเวลานั้น  คือ  กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  ซี่งทรงสามารถต่อเรือสำเภาได้เอง  และค้าขายได้กำไรเข้าท้องพระคลังเป็นอันมาก

2) รายได้จากภาษีอากร  ทั้งที่เก็บ  จากราษฎรไทยและที่เก็บจากชาวต่างประเทศที่เข้ามาค้าขาย      ภาษีอากรแยกออกได้เป็น  2  ส่วน  ได้แก่  ส่วนที่เก็บภายในประเทศ   คือ  เก็บจากราษฎรไทยทั่วไป  และส่วนที่ได้จากภายนอกประเทศ

ภาษีอากรที่ได้จากภายในประเทศ    มี  4  ชนิด  คือ

๏ จังกอบ   คือ  การเรียกเก็บสินค้าของราษฎร  โดยชักส่วนจากสินค้าที่ผ่านด่านทั้งทางบกและทางน้ำในอัตรา  10  หยิบ  1   (หรือ 1 ส่วนต่อ  10 ส่วน)

๏ อากร   คือ  เงินหรือสิ่งของที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผลประโยชน์ของราษฎรที่ได้จากการประกอบอาชีพนอกจากอาชีพค้าขาย  คือ  การทำนา  เรียกว่า  อากรค่านา  การทำสวน เรียกว่า อากรพลากร หรือ อากรสมพัตสร  การจับสัตว์น้ำ เรียกว่า  อากรค่าน้ำ  การเก็บไข่เต่า  รังนก  เรียกว่า อากรค่ารักษาเกาะ  นอกจากนี้ยังวมีการเก็บอากรบ่อนเบี้ย  อากรสุรา  อากรตลาด  อากรเก็บของป่า  อากรขนอน ฯลฯ

๏ ส่วย    คือ  เงินหรือสิ่งของที่ไพร่ส่วนนำมาให้แก่ทางราชการทดแทนการเข้าเดือน  ส่วนเหล่านี้ได้มาจากผลิตผลตามธรรมชาติที่หาได้ภายในท้องถิ่น  เช่น  ดีบุก  พริกไทย  มูลค้างคาว  เป็นต้น

๏  ฤชา    คือ  ค่าธรรมเนียมที่ทางราชการเรียกเก็บเฉพาะรายเป็นค่าบริการที่หน่วยราชการของรรัฐจัดให้ เช่น การออกโฉนดที่ดิน  เป็นต้น

ภาษีอากรที่ได้จากภายนอกประเทศ

                                         ๏ ภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ   คือ  ภาษีที่เก็บจากเรือสินต้าต่างประเทศ  โดยคิดจากขนาดคามกว้างของปากเรือหรือยานพาหนะที่บรรทุกสินค้าเข้ามา  สมัยรัชกาลที่ 1  คิดวาละ  12  บาท   ต่อมาเพิ่มเป็นวาละ  20  บาท  สมัยรัชกาลที่  2  คิดเป็นวาละ  80  บาท   ในสมัยรัชกาลที่  3  ถ้าเป็นเรือสินค้าที่ไม่ได้บรรทุกสินค้าเข้ามาคริดวาละ  1,500  บาท  ถ้าบรรทุกสินค้าคิดวาละ  1,700  บาท

๏ ภาษีสินค้าออก     รัฐบาลไทยเรีกเก็บตามประแภทของสินค้า  เช่น  ข้าวสารหาบละ  1  สลึง  น้ำตาลหาบละ  2  สลึง  พอถึงสมัยรัชกาลที่ 3  รัฐบาลเรียกเก็บภาษีขาออกต่างๆ  เพิ่มมากขึ้น  ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น  ภาษีพริกกไทย  ภาษีเกลือ  ภาษีไม้แดง  ภาษีน้ำมันมะพร้าว  ภาษีฝ้าย  ภาษีปอ  ภาษีน้ำตราทราย  ภาษีน้ำตาลอ้อย เป็นต้น

3) รายได้จากสินค้าผูกขาดและสินค้าต้องห้าม       สินค้าผูกขาด  คือ สินค้าที่รัฐบาลผูกขาดเป็นผู้ซื้อขายแต่ผู้เดียว  ห้ามมิให้ราษฎรผู้ใดซื้อหรือขายสินค้านั้นๆ  เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ เช่น  อาวุธปืน  กระสุนปืน  และดินระเบิด เป็นต้น   สินค้าเหล่านี้ถ้านำเข้ามาจากต่างประเทศต้องขายให้รัฐบาลไทยเท่านั้น  และเมื่อจะซื้อก็ซิ้อจากรัฐบาลไทยได้แห่งเดียว      สินค้าต้องห้าม  คือ  สินค้าที่หายาก  มีราคาแพง  เป็นที่ต้องการของต่างประเทศ  เช่น  งาช้าง  รังนก  ฝาง  กฤษณา   เป็นต้น   สินค้าต้องห้ามเหล่านี้แม้ชาวต่างประเทศจะมีสิทธิ์ซื้อได้  แต่ก็ต้องซื้อผ่านรัฐบาลไทย คือ  ราษฎรต้องนำมาขายให้รัฐบาลก่อน  แล้วรัฐบาลจึงนำไปขายให้พ่อค้าต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง

ผู้มี่หน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับสินค้าผูกขาด  และสินค้าต้องห้าม  คือ  กรมพระคลังสินค้า  (ซึ่งต่อมาเรียกว่า กรมท่า)  ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศ  เก็บภาษีเข้าและภาษีออก  ตรวจตราเรือสินค้าต่างประเทศ  และเลือกซื้อสินค้าตามที่ราชการต้องการ  โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจเรือสินค้าก่อน  เรียกว่า การเหยียบหัวตะเภา

สินค้าผุกขาดและสินค้าต้องห้ามจึงทำกำไรให้แก่รัฐบาลไทยมาก  ทำให้ต่างประเทศไม่พอใจ  โดยเฉพาะชาติตะวันตก  เช่น  อังกฤษ  ภายหลังจึงพยายามส่งฑูตเข้ามาเจรจาทำสัญญาการค้ากับไทย

อ้างอิง : http://www.kwc.ac.th/0e-book%20ThaiKingdom/10RaTaNaGoSin6-1-3.htm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: