การดำเนินการด้านการปกครอง

ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่พระบาทสมเด้จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ทรงใช้ในการปกครองประเทศนั้นทรงเอาแบบอย่างซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา  กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดในการปกครองประเทศ  มีอัครมหาเสนาบดี  2  ตำแหน่ง  ที่เรียกว่า จตุสดมภ์  ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงที่แตกต่างออกไป  คือ  ทรงแบ่งการปกครองพระราชอาณาเขตออกเป็น  3  ส่วนได้แก่  การปกครองส่วนกลาง  การปกครองหัวเมือง  และการปกครองประเทศราช  โดยให้มีการบังคับบัญชา ดังนี้

การปกครองส่วนกลาง

                                            สมุหพระกลาโหม       มียศและราชทินนามว่า  เจ้าพระยามหาเสนา    ใช้ตราคชสีห์เป็นตราประจำตำแหน่ง  มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งด้านการทหารและพลเรือน

                   สมุหนายก     ราชทินนามไม่ทรงกำหนดแน่นอน  ที่ใช้อยู่ก็มี  เจ้าพระยาจักรี  บดินทร์เดชานุชิต  รัตนาพิพิธ ฯลฯ  ใช้ตราราชสีห์เป็นตราประจำตำแหน่ง  มีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งด้านการทหารและพลเรือน

จตุสดมภ์    มีดังนี้

๏ กรมเวียง  หรือ  กรมเมือง   เสนาบดี  คือ  เจ้าพระยายมมราช  มีตราพระยมทรงสิงห์เป็นตราประจำตำแหน่ง  มีหน้าที่ดูแลกิจการทั่วไปในพระนคร

๏ กรมวัง    เสนาบดี คือ  พระยาธรรมา  ใช้ตราเทพยดาทรงพระนนทิการ (พระโค)  เป้นตราประจำตำแหน่ง  มีหน้าที่ดูแลพระราชวังและตั้งศาลชำระความ

๏ กรมคลัง  หรือ   กรมท่า    ใช้ตราบัวแก้วเป็นตราประจำตำแหน่งมีเสนาบดีดำรงตำแหน่งตามหน้าที่รับผิดชอบ คือ

– ฝ่ายการเงิน  ตำแหน่งเสนาบดีคือ  พระยาราชภักดี

– ฝ่ายการต่างประเทศ  ตำแหน่งเสนาบดีคือ  พระยาศรีพิพัฒน์

– ฝ่ายตรวจบัญชีและดูแลหัวเมืองชายทะเลตะวันออก  ตำแหน่งเสนาบดีคือ พระยาพระคลัง

๏ กรมนา    เสนาบดีมีตำแหน่าง  พระยาพลเทพ  ใช้ตราพระพิรุณทรงนาค  เป็นตราประจำตำแหน่งมีหน้าที่ดูแลที่นาหลวง  เก็บภาษีข้าว  และพิจารณาคดีความเกี่ยวกับที่นา

กรมปกครองหัวเมือง

การปกครองหัวเมือง  คือการบริหารราชการแผ่นดินในหัวเมืองต่างๆ  ซี่งแบ่งออกเป็นหัวชั้นในกับหัวเมืองชั้นนอก

หัวเมืองชั้นใน   (เดิมเรียกว่าเมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่าน)   ได้แก่  หัวเมืองที่กระจายรายล้อมอยุ่รอบเมืองหลวง  ถือเป็นเมืองบริวารของเมืองหลวง  ไม่มีศักดิ์เป็นเมืองอย่างแท้จริง  เพราะไม่มี เจ้าเมือง  มีเพียงผู้รั้ง  ซึ่งไม่มีอำนาจอย่างเจ้าเมือง  จะต้องฟังคำสั่งจากเมืองหลวง

หัวเมืองชั้นนอก    ได้แก่  เมืองทั้งปวง  (นอกจากเมืองหลวง  เมืองชั้นใน  และเมืองประเทศราช)  เมืองเหล่านี้จัดแบ่งระดับเป็นเมืองชั้น  เอก  โท  ตรี  ตามขนาด  จำนวนพลเมืองและความสำคัญ  แต่ละเมืองยังอาจมีเมืองเล็กๆ (เมืองจัตวา)  อยู่ใต้สังกัดได้อีกด้วย  เจ้าเมืองของเมืองเหล่านี้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในเมืองของตน  แต่ต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการและนโยบายของรัฐบาลที่เมืองหลวง  ตามเขตการรับผิดชอบ คือ

– หัวเมืองเหนือและอีสาน  อยู่ในความรับผิดชอบของ  สมุหนายก

– หัวเมืองใต้ (ตั้งแต่เมืองเพชรบุรีลงไป)  อยู่ในความารับผิดชอบของ สมุหพระกลาโหม

– หัวเมืองชายทะลตะวันออก (นนทบุรี  สมุทรปราการ  สมุทรสงคราม  สาครบุรี  ชลบุรี  บางละมุง  ระยอง  จันทบุรี  และตราด)  อยุ่ในความรับผิดชอบของ เสนาบดีกรมพระคลัง  คือ พระยาพระคลัง)

การแต่งตั้งเจ้าเมือง        เมืองเอก  พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง  (พิษณุโลก  นครราชสีมา  นครศรีธรรมราช  ถลาง  และสงขลา)

เมืองโท   ตรี   และจัตวา  เสนาบดีผู้รับผิดชอบเป็นผู้แต่งตั้ง

การปกครองประเทศราช

                                    ประเทศราชของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ได้แด่

1)  ล้านนาไทย  (เชียงใหม่  ลำพูน  ลำปาง  เชียงแสน)

2)  ลาว  (หลวงพระบาง  เวียงจันทน์  จำปาศักดิ์)

3)  เขมร

4)  หัวเมืองมลายู  (ปัตตานี  ไทรบุรี  กลันตัน  ตรังกานู)

ประเทศรชเหล่านี้มีเจ้าเป้นผู้ปกครองกันเอง  ความผูกพันที่มีต่อกรุงเทพฯ คือ  การส่งเครื่องราชบรรณาการต้นไม้เงินต้นไม้ทอง  ตารมกำหนดเวลา  และช่วยราชการทหารตามแต่กรุงเทพฯ  จะมีใบบอกแจ้งไป  ภารกิจของกรุงเทพฯ  คือ  ปกป้องดูแลมิให้ข้าศึกศัตรูโจมตีประเทศราชเหล่านี้

              การชำระแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย

                                พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการปกครองที่สำคัญอีกประการหนึ่ง  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ได้โปรดให้ดำเนินการนอกเหนือไปจากการปรับปรุงแก้ไขระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินได้แก่  การรวบรวมและชำระกฎหมายเก่า  ที่ใช้กันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา  เมื่อได้ชำระเรียบร้อยแล้วโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์คัดลอกไว้เป็น  3  ฉบับ  ทุกฉบับประทับตราคชสีห์  ตราราชสีห์  และตราบัวแก้ว  ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งสมุหพระกลาโหม  สมุหนายก  และพระยาพระคลัง  เสนาบดีทั้งสามผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง  ดูแลหัวเมืองทั่วพระราชอาณาจักร  กฎหมายฉบับนี้จึงมีชื่อว่า  กฎหมายตราสามดวง  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1  ได้ใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศมาจนถึงรัชกาลที่ 5  ก่อนที่จะมีการปฏิรูป  กฎหมายและการศาลตามแบบสากล

อ้างอิง : http://www.kwc.ac.th/0e-book%20ThaiKingdom/10RaTaNaGoSin6-1-3.htm

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: