การฟื้นฟูและพัฒนาด้านสังคมวัฒนธรรม

โครงสร้างของสังคมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังมีลักษณะเหมือนกับสังคมอยุธยา  คือ  มีการแบ่งชนชั้น  ถึงแม้จะไม่มีการแบ่งวรรณะอย่างอินเดีย  แต่ฐานะความเป็นอยู่ของผู้คนก็แตกต่างกัน  เช่น  ไพร่ (สามัญชน)  จะมีโอกาสเลื่อนฐานะของตนจนกระทังเป็นขุนนางได้จะต้องเป็นผู้มีการศึกษา  หรือมีความสามารถพิเศษ  หรือมีความดีความชอบ  จนเจ้านายยอมรับเท่านั้น

สภาพสังคม      สังคมไทยแบ่งประชาชน  เป็น  4  ชนชั้น  เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา  ได้แก่

๏ เจ้านาย  ได้แก่ พระมหากษัตริยืและพระบรมวงศานุวงศ์

๏ ขุนนางและข้าราชการต่างๆ  พวกนี้มีความเป็นอยู่ดี  ฐานะร่ำรวย  มิสิทธิพิเศษหลายอย่าง

๏ ไพร่   เป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ  ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก

๏ ทาส   เป็นผู้ที่ไม่มีอิสระในตัวเอง  แบ่งเป็นประเภทต่างๆ คือ  ทาสเชลย  ทางในเรือนเบี้ย   ทาสสินไถ่   ทาสได้มาจากบิดามารดา  ทางที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย  ทาสที่ช่วยมาจากทัณฑโทษ  และทาสท่านให้  ทาสคนใดที่ทำความดีความชอบต่อบ้านเมือง  ก็สามารถเลื่อนฐานะตนเองสูงขึ้นเป็นขุนนางได้  ส่วนขุนนางถ้าทำความผิดร้ายแรงก็อาจถูกลดฐานะลงเป็นทาสได้เช่นนั้น

แม้สังคมไทยจะมีการแบ่งเป็นชนชั้นต่างๆ ดังกล่าวแล้ว  ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกัน  เพราะสังคมไทยมีความแมตตากรุณา  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นพี้นฐาน  ทำให้การฟื้นฟูและพัฒนาสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  เป็นไปได้อ่างราบรื่น

การฟื้นฟูและพัฒนาสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มีหัวข้อควรศึกษา ดังนี้

การทำนุบำรุงพระศาสนา

พระบาทสมเด้จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่ 1  ได้ทรงประกาศเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ว่า  ……..ตั้งใจจะอุปถัมภก  ยอยกพระพุทธศาสนา………    ซึ่งการก็เป็นดังพระราชปฌิธาน  พระพุทธศาสนาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ได้รับการฟิ้นฟูและทำนุบำรุงอย่างดียิ่ง  โดยเฉพาะในเรื่องต่อไปนี้

๏ การสังคายนาพระไตรปิฎก       พระไตรปิฎก  คือคัมภีร์บรรจุพระธรรมคำสั่งสอนทั้งปวงในพระพุทธศาสนา    เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายลง  คัมภีร์เหล่านี้ได้ถุกทำลายสูญหายไปบ้าง  มีผู้คิดทำซ่อมแซมขึ้นใหม่ก็ไม่ลงรอยกัน  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1  จึงมีพระราชดำรัสให้มีการชำระพระไตรปิฎก คือ มีการทำสังคายนาขึ้นที่วัดมหาธาตุ  ใช้เวลาประมาณ  5  เดือน  เมื่อจดหมวดหมู่พระธรรมดำสั่งสอนได้แล้วก็ให้จาร (จารึก)  ลงบนใบลาน  คัดลอกเป็นพระไตรปิฎกฉบับหลวงขึ้น  ปิดทองทั้งปกหน้าและด้านข้างเรียกว่า     พระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่  หรือ  ฉบับทองทึบ   แล้วอัญเชิญประดิษฐานไว้ในตู้ประดับมุกในหอพระมนเทียรธรรมกลางสระวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง

๏ การกวดขันพระธรรมวินัย       ในสมัยธนบุรี  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้ทรงศึกษาพระธรรม  และได้เข้าไปจัดการทางศาสนา จนเกิดความวุ่นวายขึ้น  เล่ากันว่าพระองค์ได้ทำโท่ษพระสงฆ์ที่ไม่ยอมรรับว่าทรงบรรลุโสดาบัน  การพระศาสนาในสมัยของพระองค์จึงสับสน  พระสงฆ์เกิดแตกหมู่คณะ เกิดหย่อนยานพระธรรมวินัย  พระสงฆ์บางส่วนไม่สนใจเล่าเรียนพระไตรปิฎก  นอกจากนั้นยังมีการเทศน์ด้วยคำหยาบตลกคะนอง  ไม่เป็นไปตามเนื้อหาของธรรมะ  และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของฆราวาส  เกิดความวุ่นวายขึ้นทั่วไป  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1  จึงโปรดเกล้าฯ  ให้ออกกฎหมายสำหรับสงฆ์ขึ้นหลายฉบับ  ช่วยให้การศาสนาดีขึ้น  ถึงรัชกาลที่ 3  โปรดเกล้าฯ ให้สำรวจความประพฤติของพระสงฆ์เมือ่พบว่ารูปใดไม่ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย  ก็ให้จับสึกเสีย  ทำให้คณะสงฆ์มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีขึ้นเรื่อยมา

๏ การสถาปนาธรรมยุตินิกาย       เมื่อพระยาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  ขึ้นครองราชย์นั้น   สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4)   ได้เสด็จออกผนวช  และศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉานทรงพบว่าคำสอนและข้อปฏิบัติต่างๆ  ที่มีมาแต่โบราณวิบัติไปเป็นอันมาก  พระภิกษุสงฆ์ก็มิได้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน  จึงมีพระประสงค์จะสังคายนาคณะสงฆ์เสียใหม่  ประจวบกับมีพระเถระรามัญรูปหนี่งผู้ฉลาดในวินัยและรู้พุทธวจนะดี  ทั้งชำนาญในอักขรวิธีมาแสดงชี้แจงให้เกิดความเลื่อมใส  พระองค์จึงรับเอาวินัยวงศ์นั้นไว้เป็นข้อปฏิบัติรวมถึงเรื่องการครองจีวรด้วย  และได้ทรงประกาศศาสนพรหมจรรย์ให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรผุ้มีศัทธา  ทรงตั้งฝ่ายคณะสงฆ์ขึ้นใหม่เป็น  ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย  เมื่อ พ.ศ. 2372   แต่มิได้ให้เลิกคณะสงฆ์เดิม  และเรียกคณะเดิมว่า ฝ่ายมหานิกาย

หลักธรรมของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตินิกาย  ซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงตั้งขึ้นใหม่นี้มีผลทำให้คณะสงฆ์ไทยมีการปรับปรุงการปฏิบัติเพิ่มขึ้น  พระพุทธศาสนาวงศ์ซึ่งเสื่อมมาตั้งแต่ครั้งเสียกรุงเก่าได้ค่อยๆ  กลับเข้าสู่ความถูกต้อง  ทำให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคงสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้

๏ การส่งสมณทูตไปลังกา         สมัยรัชกาลที่ 2  ได้มีพระภิกษุชาวลังกา  ชื่อ  พระสาสนวงศ์   อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและต้นโพธิ์ลังกามาถวายใน พ.ศ.  2357  ไทยได้ส่งสมณทูตออกไปยังบลังกาทวีป  เพื่อสอบสวนพระศาสนา  ทั้งหมด  9  รุปด้วยกัน  มีพระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพเป็นหัวหน้า  และได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์มาจากลังกา  6  ต้น  ถือว่าเป็นต้นโพธิ์ที่สืบเชื้อสายมาจากต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่พุทธคยา  โปรดเกล้าฯ  ให้นำไปปลูกที่นครศรีธรรมราช  2  ต้น  ที่กลันตัน 1 ต้น  วัดสุทัศนเทพวราราม  1  ต้น   วัดสระเกศ  1  ต้น  และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  1  ต้น      สมัยรัชกาลที่ 3  พระสงฆ์เดินทางไปลังกาเพื่อขอยืมพระไตรปิฎกมาตรวจสอบกับของไทย  2  ครั้ง  ครั้งที่  1  ใน พ.ศ. 2385  ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.  2387  พระไตรปิฎกสมัยนึ้จึงเป็นที่ยอมรับว่ามีความถูกต้องมากที่สุด

๏ การสร้างและบูรณะวัดวาอาราม          ศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย  พระราชกรณียกิจส่วนหนี่งของพระมกัตริย์เกือบทุกรัชกาลในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  คือ  การสร้างและปฎิสังขรณ์วัด  วัดที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

– วัดพระศรีรัตนศาสดาราม      พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวังชั้นนอก  เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดพระศรีสรรเพชญสมัยอยุธยา  และวัดมหาธาตุสมัยสุโขทัย  เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร  วัดนี้จึงได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “วัดพระแก้ว”

–  วัดสุทัศนเทพวราราม        เป็นวัดกลางพระนคร  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นนมีขนาดใหญ่เช่นเดียวกับวัดพนัญเชิงสมัยอยุธยา  เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระศรีศากยมุนีหรือพระโต  หล่อด้วยโลหะ  ซี่งอัญเชิญมาจากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ  สุโขทัย  วัดนี้เดิมรัชกาลที่ 1  พระราชทานนามเดิมว่า  วัดมหาสุทธาวาส ชาวบ้านเรียกว่า “วัดพระโต”

– วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม    เดิมชื่อ  วัโพธาราม  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  โปรดเกล้าฯ  ให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ใช้เวลา  12  ปี  (พ.ศ. 2332 – 2344)   และได้พระราชทานนามว่า  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส  ต่อมาเปลี่ยนเป็น  วัดพระเชตุพนวิมลมังคราราม   ในสมัยรัชกาลที่ 4  วัดนี้  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่จากวัดพระศรีสรรเพชญ   กรุงศรีอยุธยา  และพระพุทธสาวกปฏิมากร  วัดคูหาสวรรค์  กรุงธนบุรี  ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3   ใช้เวลา  16  ปี  โปรดเกล้าฯ  ให้ประชุมนักปราชญ์  ราชบัณฑิตและช่างทุกสาขา  ให้ช่วยกันชำระตำราในแขนงวิชาแพทย์แผนโบราณ  ยาแก้โรค  ตำราหมอนวด  กวีนิพนธ์ ฯลฯ  โดยจารึกไว้บนแผ่นศิลาตามเสาและผนังรายรอบบริเวณวัดเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้า  วัดนี้จึงจัดว่าเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย

– วัดอรุณราชวราราม        เป็นวัดโบราณซึ่งสร้างแต่ครั้งอยุธยา  เดิมเรียก  วัดมะกอก  แล้วเปลี่ยนเป็นวัดแจ้ง  ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช  ครั้งถึงสมัยรัตนโกสินทร์  รัชกาลที่ 2   เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร (ต่อมาคือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร. 2)  ได้ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ และเมื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ  พระราชทานนามวัดว่า  วัดอรุณราชธาราม   ภายหลังเปลี่ยนเป็น  วัดอรุณราชวราราม  วัดนี้  มีพระปรางค์ใหญ่  ที่เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและงดงามมาก

การฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณี

ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นสิ่งแสดงให้เห็นวัฒนธรรมความเจริญรุ่งเรืองของชาติ  พระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  จึงทรงฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฎิบัติมาช้านานตังแต่สมัยอยุธยา  นำมาปรับใช้ในทุกด้าน  พอสรุปได้ดังนี้

–  ประเพณีเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์     มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  (พิธีขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์)   พระราชพิธีโสกันต์  (พิธีโกนจุกของพระราชวงศ์)  พระราชพิธีพระเมรุมาศ (พิธีเผาศพ)   พระราชพิธีฉัตรมงคล (พิธีฉลองพระเศวตฉัตรในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก)  พระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ฯลฯ

–  ประเพณีเกี่ยวกับบ้านเมือง     มีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา  พระราชพิธีอาพาธพินาศ (พิธีปัดเป่าโรคภัยมิให้เบียดเบียน)  พระราชพิธีพืชมงคล (พิธีปลูกพืชเอาฤกษ์ชัย)  ฯลฯ

– ประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา    มีพิธีวิสาขบูชา   พิธีอาสาฬหบูชา  พิธีมาฆบูชา  พิธีเข้าพรรษา-ออกพรรษา  พิธีบวชนาค  เทศน์มหาชาติ  สวดภาณยักษ์ ฯลฯ

–  ประเพณีพราหมณ์    มีพิธีโล้ชิงช้า  พิธีวางศิลาฤกษ์  พิธีโกนจุก ฯลฯ

–  ประเพณีชาวบ้าน     มีพิธ๊ในโอกาสสำคัญๆ เช่น  แต่งงาน  ขึ้นบ้านใหม่  ทำขวัญนาค  เผาศพ  พิธีตรุษสงกรานต์  พิธีสารท  การละเล่นต่างๆ  เช่น  การเล่นเพลงสักวา  เพลงเรือ  เพลงฉ่อย  ลิเก  ลำตัด  ฟ้อนเล็บ  หนังตะลุง  หมอลำ

การส่งเสริม  วรรณกรรม  ศิลปกรรม  และการศึกษา

วรรณกรรม      สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ราชนำนักจัดว่าเป็นศูนย์กลางของวรรณกรรมและเป็นที่ชุมนุมบรรดากวีทั้งหลาย  ซึ่งมีทั้งองค์พระมหากษัตริย์  เจ้านาย  และบุคคลธรรมดา  วรรณคดีที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 1  ได้แก่ รามเกียรติ์  ราชาธิราช  และสามก๊ก  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในฐานะที่ทรงเป็นกวี  ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครไว้หลายเรื่อง  แต่ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ  บทละครเรื่องอิเหนา  กวีเอกสมัยนี้คือ  สุนทรภู่  ซึ่งมีผลงานชั้นเยี่ยมหลายประการด้วยกัน  มีทั้งบทละคร  เสภา  นิราศ  บทเห่   และกลอน  อาทิเช่น  เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  นิราศภูเขาทอง  กลอนสุภาษิตสอนหญิง  ที่ดีเด่นที่สุด คือ  พระอภัยมณี

สถาปัตยกรรม       ศิลปะต่างๆ ได้รับการฟื้นฟูอย่าง  จริงจังจนกลับเจริญรี่งเรืองเหมือนดังสมัยอยุธยา  สถาปัตยกรรมที่สร้างอย่างประณีตงดงาม  ทรงคุณค่ายิ่งของชาติ  ได้แด่  พระบรมหาราชวัง  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  วัดอรุณราชวราราม  และวัดราชโอรสาราม  ซึ่งทั้ง  3  วัดหลังนี้เป็น  วัดประจำพระองค์รัชกาลที่ 1, 2, และ  3   ตามลำดับ  นอกจากนี้แล้ว  พวกช่างสิบหมู่  ยังร่วมกันสร้างผลงามไว้มากมาย  อาทิ  เครื่องราชูปโภคของพระองค์พระมหากษัคริย์  เครื่องราชกกุธภัณฑ์  เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์  ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ  และเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ เป็นต้น

จิตกรรม       งามจิตรกรรมในสมัยรัตนโกสนิทร์ตอนต้น   ยังคงเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา  เช่น  ภาพวาดในพระอุโบสถ  หรือพระวิหาร  ตั้งแต่เหนือระดับหน้าต่างขึ้น ไปจนถึงเพดาน  มักจะเป็นภาพเทพชุมนุม  ส่วนช่วงระหว่างช่องหน้าต่างจะวาดภาพพุทธประวัติ  หรือทศชาติชาดก  ผนังด้านหลังพระประธานวาดภาพเรื่องไตรภูมิ  และเผนังตรงหน้าพระประธานวาดภาพพระพุทธเจ้าตอนมารผจญ  เช่น  ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์   พระราชวังบวรสถานมงคล  และภาพจิตรกรรมที่วัดระฆังโฆษิดาราม  และวัดดุสิดาราม  ธนบุรี  ฝาผนนังด้านตะวันออกและตะวันตกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ผลงานในรัชกาลที่ 1

ในรัชกาลที่ 2  ผลงานด้านจิตรกรรมไม่มีให้เห็นเด่นชัด  เนื่องจากงานก่อสร้างที่สำคัญจะแล้วเสร็จ  ในรัชกาลที่ 3  ผลงานด้านจิตรกรรมในรัชกาลที่ 3  จึงมีปรากฏเป็นอันมาก  จัดเป็นรัชสมัยที่รุ่งเรืองด้านจิตรกรรมที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น    งานจิตรกรรมในรัชกาลนี้มีอิทธิพลของศิลปะจีนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก  ทั้งนี้เพราะในขณะนั้นมีการติดต่อค้าขายกับจีน  ประกอบกับรัชกาลที่ 3  เองก็ทรงนิยมด้วย  เห็นได้ชัดจากพระอารามหลวง  ซึ่งสร้างในรัชกาลนี้  อาคารจะสร้างแบบจีนเป็นส่วนมาก  จิตรกรเอกที่มีฝีมือชั้นครูมีผลงานดีเด่นในรัชกาลนี้  คือ  หลวงวิจิตรเจษฎา  หรือที่เรียกทั่วไปว่า ครูทองอยู่  และ  ครูคง  หรือที่เรียกทั่วไปว่า  คงเป๊ะ   ผลงานของท่านทั้งสองนี้ถือว่าเป็นมรดกทางจิตรกรรมที่ล้ำค่าอย่างยิ่งภาพจิตรกรรมที่สำคัญในรัชกาลนี้ ได้แก่ ภาพเขียนในพระอุโบสถและพระวิหารวัดสุทัศนเทพวราราม และในพระอุโบสถ  วัดสุวรรณาราม และที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  วัดพระสรีรัตนศาสดาราม  วัดอรุณราชวราราม  วัดบางยี่ขัน เป็นต้น

การศึกษา      ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ลักษณะระบบการศึกษายังคงคล้ายคลึงกับในสมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรี  ศูนย์กลางของการศึกษาที่สำคัญมีอยู่  2  แห่ง  คือ  วัง  และ  วัด   พวกขุนนางหรือผู้ดีมีตระกูลมักส่งบุตรหลานของตนเข้าไปฝึกอบรมตามวังและราชสำนัก  ถ้าเป็นชายมักฝากตัวเข้าเป็นมหาดเล็กเพื่อจะได้ศึกษาวิชาการต่างๆ  และเรียกรู้การใช้อาวุธในยามสงคราม  ผู้หญิงฝึกอบรมวิชาแม่บ้านแม่เรือน  การเย็บปักถลักร้อย  สำหรับการศึกาในวัด  พวกสามัญชนมักนำลูกหลานที่เป็นผู้ชายไปฝากตัวไว้กับพระตามวัด  เป็นลูกศิกย์สำหรับใช้สอย  หรือบวชอยู่กับพระที่วัดแล้วแต่ความเหมาะสม  ส่วนพระจะเป็นผู้สอนให้หัดเขียนอ่าน  วิชาหนังสือ  วิชาด้านพระศาสนา เช่น ภาษาบาลี  สันสกฤต  และขอม  และฝึกอบรมให้รู้จัก  ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ  ด้วย  สำหรับเด็กผู้หญิงนิยมให้ได้รับการฝึกอบรมที่บ้าน

การเรียนหนังสือภาษาไทย  เดิมยังใช้หนังสือ  จินดามณี  เป็นแบบเรียน  ต่อมาหมอบรัดเลย์ (Bradley)   มิชชันนารีชาวอเมริกัน  ซึ่งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้พิมพ์หนังสือ  ประถม  ก  กา  ออกจำหน่าย  ระยะนี้ยังไม่มีโรงเรียนเป็นหลักแหล่ง    ต้องไปศึกษาตามสำนักต่างๆ เช่น สำนักเจ้าพระยาศรีธรรมราช  สำนักพระพุทธโฆษาจารย์แห่งวัดพุทไธสวรรย์  การเรียนที่สำคัญอีกแบบหนึ่ง  คือ  การศึกษาวิชาชีพตามบรรพบุรุษสืบตระกูลถ่ายทอดกันต่อๆ มา เช่น  แพทย์  นักกฎหมาย  ครุอาจารย์  หรือมีการสืบทอดอาชีพกันเป็นกลุ่มตามอาชีพของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ช่างถม  ช่างทอง  ช่างปั้น  ช่างแกะสลัก  โดยจะอยู่กันเป็นแหล่งๆ เช่น บ้านหมอ  บ้านบาตร  บ้างช่างหล่อ  เป็นต้น

สำหรับการศึกษาสมัยใหม่  โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ  เริ่มมีปรากกบ้าง  โดยพวกมิชชั่นนารี  ซึ่งเจ้ามาสอนศษสนาเป็นผู้ดำเนินการ  แต่จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงพระราชววงศ์และขุนนางข้าราชการชั้นสูงเท่านั้น

อ้างอิง : http://www.kwc.ac.th/0e-book%20ThaiKingdom/10RaTaNaGoSin6-1-3.htm

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: